บริษัท ลอนดรี้ ยู จำกัด (มหาชน) หรือ WASH หนึ่งในผู้นำธุรกิจให้บริการร้านสะดวกซักครบวงจรชั้นนำของไทย ภายใต้แบรนด์ "WashXpress" รายงานผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรกของปี 2569 โดยมีรายได้รวม 524.57 ล้านบาท เติบโต 10.64% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่รายได้รวมในไตรมาส 2/69 อยู่ที่ 262.47 ล้านบาท เติบโต 3.72% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2/68 สะท้อนพื้นฐานธุรกิจที่ยังคงเติบโตต่อเนื่อง แม้อยู่ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

                นายชิษณุพันธ์ ตั้งเฉลิมกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ลอนดรี้ ยู จำกัด (มหาชน) หรือ WASH เปิดเผยว่า ผลประกอบการในไตรมาสนี้ สะท้อนความแข็งแกร่งของโมเดลธุรกิจ Company-Own & Operate ที่บริษัทยึดถือมาโดยตลอด โดยรายได้จากการให้บริการซึ่งเป็นรายได้หลัก เติบโต 9.11% ในงวด 6 เดือน และเติบโต 3% ในไตรมาสนี้ ขณะที่กำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดความสามารถในการทำกำไรจากการดำเนินงานที่แท้จริง ยังคงเติบโต 5.16% ในงวด 6 เดือน แตะระดับ 269.10 ล้านบาท ตอกย้ำว่า ธุรกิจหลักของบริษัทยังคงแข็งแกร่งและสร้างกระแสเงินสดได้อย่างต่อเนื่อง แม้อยู่ในช่วงเร่งลงทุนขยายสาขาและยกระดับสาขาเดิม

                ด้านการขยายสาขา บริษัทฯ เดินหน้าเปิดสาขาใหม่ได้ตามแผนอย่างต่อเนื่อง โดยใน 6 เดือนแรกของปี 2569 บริษัทเปิดสาขาใหม่แล้วรวม 53 สาขา สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนที่เปิดได้ 34 สาขา ในจำนวนนี้เป็นการเปิดสาขาใหม่ในไตรมาส 2/69 เพิ่มอีก 28 สาขา สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนที่เปิดเพียง 15 สาขา หรือเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว ส่งผลให้ ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 WashXpress มีสาขารวมทั้งสิ้น 644 สาขา แบ่งเป็นสาขาที่บริษัทบริหารเอง 565 สาขา และสาขาแฟรนไชส์ 79 สาขา ครอบคลุม 22 จังหวัดทั่วประเทศไทย เพิ่มขึ้นจาก 21 จังหวัดในไตรมาสก่อน สะท้อนความต่อเนื่องของแผนขยายธุรกิจ ทั้งนี้ เพื่อมุ่งเน้นคุณภาพของการขยายสาขาควบคู่ไปกับการรักษามาตรฐานการให้บริการ บริษัทได้ปรับเป้าหมายจำนวนสาขาใหม่ในปี 2569 จาก 100 สาขา เป็น 80 สาขา ให้สอดคล้องกับสภาวะตลาดและทำเลที่มีศักยภาพในปัจจุบัน

                "ไฮไลต์สำคัญของไตรมาสนี้คือ ผลตอบรับเชิงบวกจากการลงทุนติดตั้งเครื่องปรับอากาศ (A/C Store) ซึ่งบริษัทเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ต้นปี 2569 โดย ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 บริษัทติดตั้งเครื่องปรับอากาศแล้วรวม 87 สาขา จากฐาน 17 สาขาเมื่อสิ้นปี 2568 และมีแผนติดตั้งเพิ่มอีก 30 สาขาให้ครบตามเป้าหมาย 100 สาขาภายในไตรมาส 3/69"

                ทั้งนี้ จากการติดตามผลอย่างใกล้ชิด บริษัทพบว่ากลุ่มสาขาที่ติดตั้งเครื่องปรับอากาศแล้วมีอัตราการเติบโตของ SSSG สูงกว่าค่าเฉลี่ยโดยรวมของบริษัทที่สูงสุดถึง 15 Percentage Point ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่า การลงทุนดังกล่าวเป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่ถูกต้อง ช่วยยกระดับประสบการณ์ลูกค้าและสร้างการเติบโตของยอดขายต่อสาขาได้อย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ บริษัทยังเดินหน้าขยายบริการมูลค่าเพิ่มภายใต้แนวคิด "Convenient Lifestyle" อย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันบริการซัก-อบ-พับ (Wash-Dry-Fold) เปิดให้บริการแล้วกว่า 274 สาขา บริการรีดผ้าเปิดให้บริการแล้ว 9 สาขา และบริการ Delivery รับ-ส่งผ้าถึงบ้าน เปิดให้บริการครอบคลุมแล้ว 162 สาขาในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งล้วนเป็นบริการที่ช่วยสร้าง Recurring Income ที่มั่นคงในระยะยาว

                "ผลประกอบการของ WASH ยังคงสะท้อนพื้นฐานธุรกิจที่แข็งแกร่ง ทั้งการเติบโตของรายได้ การขยายสาขาที่เดินหน้าได้เร็วกว่าปีก่อน และผลตอบรับที่ดีเกินคาดจากการลงทุนยกระดับสาขาด้วยเครื่องปรับอากาศ ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า กลยุทธ์ที่บริษัทวางไว้เดินมาถูกทาง และยังคงเดินหน้าติดตั้งเครื่องปรับอากาศให้ครบ 100 สาขาภายในไตรมาส 3 นี้ พร้อมมุ่งมั่นส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้ผู้บริโภคทุกภูมิภาค และเพิ่มบริการ Delivery ทำให้ WashXpress ให้บริการแบบครบวงจรเป็นรายแรกของไทย เพิ่มความสะดวกสบายให้ลูกค้าและสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนและผลตอบแทนที่ดีแก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว"

                สำหรับอัตราการเติบโตของรายได้จากสาขาเดิม (SSSG) ในงวด 6 เดือนแรกของปี 2569 ลดลง 3.6% ขณะที่ไตรมาส 2/69 ลดลง 8.8% ซึ่งเป็นผลหลักจากฐานเปรียบเทียบที่สูงในปีก่อน เนื่องจากในไตรมาส 2/68 มีปริมาณฝนตกมากกว่าปกติ ทำให้การตัดสินใจเข้าใช้บริการเครื่องซักผ้าและเครื่องอบผ้าเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษ ขณะที่ปี 2569 สภาพอากาศร้อนและปริมาณฝนน้อยกว่าปกติ ส่งผลให้ปริมาณการใช้บริการในลักษณะดังกล่าวลดลงตามไปด้วย ประกอบกับภาพรวมเศรษฐกิจในประเทศที่ชะลอตัวและกำลังซื้อผู้บริโภคที่ปรับลดลงตามค่าครองชีพที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ฐานลูกค้าประจำของบริษัทยังคงเหนียวแน่นและกลับมาใช้บริการอย่างสม่ำเสมอ ตอกย้ำจุดแข็งของธุรกิจร้านสะดวกซักในฐานะบริการที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน (Essential Service)

                ด้านสถานะทางการเงิน ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 2,825.52 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.01% จากสิ้นปี 2568 ตามการลงทุนขยายสาขาและยกระดับสาขาเดิมอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ยังคงรักษาสัดส่วนหนี้สินต่อทุนในระดับที่เหมาะสม โดยได้รับแรงหนุนจากฐานทุนที่แข็งแกร่งขึ้นภายหลังการเสนอขายหุ้น IPO

                ทั้งนี้ กำไรสุทธิงวด 6 เดือนอยู่ที่ 32.32 ล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิในไตรมาส 2/69 อยู่ที่ 13.15 ล้านบาท ปรับลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากสัดส่วนต้นทุนคงที่ โดยเฉพาะค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์ สิทธิการใช้และอาคารอุปกรณ์ที่เพิ่มขึ้นตามจำนวนสาขาใหม่ที่เปิดเพิ่มในอัตราที่สูงกว่าปีก่อน ประกอบกับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวจากการปิดปรับปรุงสาขา เพื่อติดตั้งเครื่องปรับอากาศ และการเพิ่มงบประมาณด้านการตลาดเพื่อสร้าง Brand Awareness และขยายฐานลูกค้าใหม่ตามแผนกลยุทธ์ระยะยาวของบริษัท ซึ่งฝ่ายบริหารมองว่า เป็นการลงทุนที่จำเป็นเพื่อรองรับการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะถัดไป

******************************