นายอรรคเดช อุดมศิริธำรง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อรสิริน โฮลดิ้ง จํากัด (มหาชน) หรือ ORN เปิดเผยว่า ทิศทางธุรกิจไตรมาส 2/69 มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยบริษัทมียอดขายพรีเซล ณ วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ประมาณ 485.17 ล้านบาท จากโครงการแนวสูง อาทิ โครงการ ARISE HILL, โครงการ THE Next  7 ยอด, โครงการ ASTRA INFINITE ขณะที่โครงการ ARISE VIBE จังหวัดภูเก็ต มีความคืบหน้าการก่อสร้างแล้วกว่า 70% และมียอดขายแล้ว 1,096 ล้านบาท รวมถึงโครงการแนวราบ ได้แก่ โครงการ HABITAT MAHIDOL มียอดขายแล้วกว่า 193.07 บาท สะท้อนความต้องการที่อยู่อาศัยในทำเลศักยภาพและแนวคิดการอยู่อาศัยที่ตอบรับไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ อีกทั้ง เตรียมรับรู้ผลกำไรพิเศษจากการเวนคืนที่ดินในช่วงปลายไตรมาส 2-3/69 ประมาณ 51.02 ล้านบาท

                นอกจากนี้ บริษัทมุ่งเน้นบริหารความเสี่ยงและรักษาสภาพคล่องอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการพัฒนาโครงการใหม่ที่ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายจริง เพื่อสร้างยอดขายและรักษาความสามารถในการแข่งขัน โดยปรับกลยุทธ์บริหารต้นทุนก่อสร้าง การจัดซื้อวัสดุ จากเดิมที่ผู้รับเหมาจัดซื้อประมาณ 50% ลดลงเหลือ 25% และบริษัทเข้ามาบริหารจัดซื้อเองมากขึ้น ควบคุมต้นทุนให้มีประสิทธิภาพ รวมถึงล็อกราคาวัสดุล่วงหน้าสำหรับโครงการที่จะทยอยโอนในปีนี้เกือบทั้งหมด เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของต้นทุนวัสดุก่อสร้าง

ภาพประกอบข่าว ORN เผยผลงาน Q2/69 มีสัญญาณบวกต่อเนื่อง

                ขณะเดียวกัน ORN ยังเดินหน้าสร้างความแตกต่างผ่านการนำเทคโนโลยี Smart Home ควบคู่กับแนวคิดด้านความยั่งยืน (Sustainability) โดย ORN ถือเป็นหนึ่งในผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายแรกๆ ในจังหวัดเชียงใหม่ที่นำแนวคิด Green Building มาปรับใช้อย่างจริงจัง พร้อมวางเป้าหมายพัฒนาโครงการให้ผ่านมาตรฐานอาคารสีเขียวระดับสากล EDGE Certified ในทุกโครงการภายในปี 2570 พร้อมต่อยอดธุรกิจย่อย เตรียมขยายเฟส 2 โรงเรียนนานาชาติ และธุรกิจทรัพย์มือสอง ซึ่งมีกระแสตอบรับที่ดี โดยปัจจุบันมีทรัพย์ที่อยู่ระหว่างการรีโนเวทจำนวน 10 ยูนิต ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ประจำ กระจายความเสี่ยงทางธุรกิจ เพิ่มศักยภาพการแข่งขันและรองรับการเติบโตระยะยาว

                "แม้ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในไตรมาส 2/69 ยังเผชิญความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ชะลอตัว บริษัทจึงดำเนินธุรกิจอย่างรัดกุม โดยให้ความสำคัญกับการบริหารกระแสเงินสดและการระบายสต็อกผ่านโปรโมชันที่ตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่ม Real Demand ทั้งกลุ่มลูกค้าคนไทยและต่างชาติ"

                อย่างไรก็ตาม บริษัทมองเห็นโอกาสในตลาดที่อยู่อาศัยระดับกลาง-บน โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมและบ้านแนวราบในหัวเมืองท่องเที่ยว อาทิ จังหวัดภูเก็ต ซึ่งยังมีความต้องการจากลูกค้าต่างชาติ ทั้งเพื่ออยู่อาศัยและลงทุนปล่อยเช่า รวมถึงจังหวัดเชียงใหม่ ที่ยังเป็นศูนย์กลางสำคัญของภาคเหนือและได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้เกษียณอายุชาวต่างชาติ กลุ่มคนทำงาน แม้การแข่งขันในตลาดจะเข้มข้นขึ้นทั้งด้านโปรโมชัน การออกแบบ และฟังก์ชันการอยู่อาศัย

                สำหรับผลประกอบการไตรมาส 1/69 บริษัทมีรายได้รวม 501.36 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.51% และมีกำไรสุทธิ 40.15 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.93% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน  

*****************************