นายเกษมสันต์ สุจิวโรดม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กิจเจริญ เอ็นจิเนียริ่ง อีเลคทริค จำกัด (มหาชน) หรือ KJL เปิดเผยว่า ผลประกอบการไตรมาส 2/69 บริษัทมีรายได้จากการขายอยู่ที่ 335.17 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27.29 ล้านบาท คิดเป็นเพิ่มขึ้น 8.86% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าที่มีรายได้จากการขายอยู่ที่ 307.88 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 38.38 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.71 ล้านบาท หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้น 49.51% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าที่กำไรสุทธิ 25.67 ล้านบาท

                ขณะที่ผลประกอบการสำหรับครึ่งปีแรกของปี 2569 บริษัทมีรายได้จากการขายอยู่ที่ 643.05 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 69.45 ล้านบาท หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้น 12.11% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีรายได้จากการขายอยู่ที่ 573.06 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 64.05 ล้านบาท โดยรายได้ส่วนใหญ่ของบริษัทยังคงเป็นสินค้ามาตรฐานเคเจแอล ประกอบด้วยการขายสินค้า ตู้สวิทช์บอร์ด รางเดินสายไฟสินค้าพลาสติก และสินค้ารุ่น 5K เนื่องด้วยคุณภาพของสินค้าและความรวดเร็วในการจัดส่งสินค้าเป็นสิ่งที่บริษัทให้ความสำคัญมาโดยตลอด จึงทำใหบริษัทยังคงได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าอย่างต่อเนื่อง โดยรายได้จากการขายสินค้ามาตรฐานเคเจแอลคิดเป็น 70.80% ของรายได้จากการขายในไตรมาสที่ 2/69

                ทั้งนี้ ในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา บริษัทได้ปรับราคาสินค้า เพื่อให้สอดคล้องกับราคาวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น โดยเป็นการทยอยปรับราคาขายอย่างค่อยเป็นค่อยไป คำนึงถึงการรักษาส่วนแบ่งทางการตลาดและการสนับสนุนลูกค้าตลอดห่วงโซ่คุณค่า หรือ Value Chain ในช่วงการเปลี่ยนผ่านของระดับราคาขาย รวมถึงมีการปรับรูปแบบรายการส่งเสริมการขายให้มีความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่องตลอดไตรมาส 2 ส่งผลให้สามารถกระตุ้นให้ลูกค้าซื้อสินค้าเพิ่มขึ้น

                นอกจากนี้ บริษัทยังเดินหน้าลงทุนในโครงการศูนย์นวัตกรรม KJL Innovation Campus หรือ KiN ที่สร้างขึ้นเพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ที่ทันสมัย เข้าถึงอุตสาหกรรมใหม่ๆ โดยมีการจัดทำ Metal Design Lab  และ Metal Total Solution พร้อมทั้งสร้าง Brand Experience รวมไปถึงสร้างโอกาสการได้เปรียบทางการแข่งขัน ซึ่งการพัฒนาของ KJL ไม่ได้อยู่แค่ในศูนย์นวัตกรรม แต่ยังรวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้หลากหลายมากขึ้น ทั้งในรูปแบบสินค้ามาตรฐาน และสินค้าสั่งผลิต ที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามการใช้งานจริง โดยคาดว่า โครงการดังกล่าวจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 3/69

                ขณะเดียวกัน บริษัทยังคงเป้ารายได้รวมสำหรับปี 2569 คิดเป็นการเติบโตจากปี 2568 ที่ระดับ 12-17% และวางแผนที่จะสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องในอีก 5 ปีข้างหน้า ด้วยการเติบโตเฉลี่ย 10-15% ต่อปี รวมถึงใช้เทคโนโลยีระบบควบคุมการผลิตแบบ Industry 4.0 มาใช้ ผ่านการลงทุนในเครื่องจักรอัตโนมัติ ส่งผลให้กระบวนการผลิตมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และสามารถควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิผล

                "ที่สำคัญบริษัทยังคงดำเนินการจัดกิจกรรมสัมมนา เพื่อส่งเสริมความปลอดภัย และยกระดับศักยภาพของช่างไฟฟ้า วิศวกร  และผู้ออกแบบทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง ทั้งในรูปแบบของกิจกรรมสัมมนา "รวมพลคนไฟฟ้า" ซึ่งมุ่งเน้นให้ความรู้เกี่ยวกับการติดตั้งระบบไฟฟ้าอย่างถูกต้อง โดยในไตรมาสนี้ บริษัทได้จัดงานสัมมนาดังกล่าว 4 ครั้ง ที่จังหวัดเชียงใหม่ นครราชสีมา ชลบุรี และภูเก็ต นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรมสัมมนา "รวมพลคนไฟฟ้า โซลาร์รูฟ" เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการติดตั้งระบบการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคาอย่างถูกต้อง ซึ่งในไตรมาสนี้ได้จัดขึ้น 2 ครั้งที่จังหวัดอยุธยา และอุดรธานี"

******************************